ทุนทางวัฒนธรรมชุมชนสามารถจำแนกออกได้เป็น 7 สาขา

ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน เป็นตัวแทนการแสดงออกทางความรู้ ทักษะ ตลอดจนเครื่องมือ วัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชนกลุ่มชนและในบางกรณีปัจเจกบุคคลยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกคนรุ่นหนึ่งนี้ เป็นสิ่งซึ่งชุมชนและกลุ่มชนสร้างขึ้นใหม่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตนเป็นปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของตน และทำให้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกมีอัตลักษณ์และความต่อเนื่อง ดังนั้นจึงก่อให้เกิดความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

“ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน” สามารถ จำแนกออกได้เป็น 7 สาขา ดังนี้

1. ภาษา

หมายถึง เครื่องมือที่ใช้สื่อสารในวิถีการดำรงชีวิตของชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชน ทั้งในแง่วัจนภาษา (ภาษาที่ใช้ถ้อยคำ) และอวัจนภาษา (ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ) ภาษาอาจจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.1 ภาษาไทยถิ่น หมายถึง ภาษาที่ใช้ติดต่อสื่อสารตามท้องถิ่นต่าง ๆ สามารถสื่อความหมาย สร้างความเข้าใจกันในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยแต่ละท้องถิ่นอาจพูดแตกต่างกันไปจากภาษาราชการ ทั้งในด้านเสียง คำ และการเรียงคำได้แก่ ภาษาไทยถิ่นภาคเหนือ ภาษาไทยถิ่นภาคอีสาน ภาษาไทยถิ่นภาคกลาง และภาษาไทยถิ่นภาคใต้

1.2 ภาษากลุ่มชาติพันธุ์ หมายถึง ภาษาที่ใช้ติดต่อสื่อสารภายในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น ๕ ตระกูลภาษา ได้แก่ กลุ่มภาษาตระกูลไท กลุ่มภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก กลุ่มภาษาตระกูลจีน – ทิเบต กลุ่มภาษาออสโตรเนเชียนติก และกลุ่มภาษาม้ง เมี่ยน

 2. ศิลปะการแสดง

หมายถึง การแสดงออกซึ่งอารมณ์  ความรู้สึก และเรื่องราวต่างๆโดยมีผู้แสดงเป็นสื่อ ผ่านทางเสียง ได้แก่ การขับร้อง หรือการเล่นดนตรี และทางร่างกาย เช่น การร่ายรำการเชิด การเต้น การแสดงท่าทาง ฯลฯ

2.1 ดนตรี หมายถึง เสียงที่ประกอบกันเป็นทำนองเพลง และ/หรือลีลาจังหวะ ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน หรือเกิดอารมณ์รัก โศก หรือรื่นเริงเป็นต้น ดนตรี มีบทบาทหน้าที่ในการบรรเลง เพื่อการขับกล่อมความบันเทิง ประกอบพิธีกรรม และประกอบการแสดง

2.2 การแสดง หมายถึง การแสดงออกทางร่างกาย ท่วงท่า การเคลื่อนไหวท่าเต้น ท่ารำ การแสดงกิริยาของการเต้น การรำ การเชิด ฯลฯ ซึ่งแสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราว การแสดงอาจแสดงร่วมกับดนตรี และการขับร้องหรือไม่ก็ได้

2.3 ดนตรีและการแสดงในพิธีกรรม หมายถึง การผสมผสาน ระหว่างการแสดง การร้อง การร่ายรำ และดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีกรรม

2.4 เพลงร้องพื้นบ้าน หมายถึง บทเพลงที่เกิดจากคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ที่คิดรูปแบบการร้อง การละเล่น เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนอง ภาษา ที่เรียบง่ายมุ่งความสนุกสนาน เพลิดเพลินในโอกาสต่าง ๆ หรือการร่วมแรงร่วมใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในการประกอบอาชีพ

3. งานช่างฝีมือ ภูมิปัญญา ทักษะฝีมือช่าง

หมายถึง การเลือกใช้วัสดุ และกลวิธีการสร้างสรรค์ ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ สะท้อนพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชน

 

  1. ผ้าและผลิตภัณฑ์
    จากผ้าหมายถึง ผลผลิตที่เกิดจากการทอย้อม ถัก ปัก ตีเกลียว ยก จก มัดหมี่ พิมพ์ลาย ขิด เกาะ/ล้วง เพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม และแสดงสถานภาพทางสังคม
  2. เครื่องจักสาน หมายถึง ภาชนะเครื่องใช้ประจำบ้านที่ทำจากวัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ไผ่ หวาย กระจูดลำเจียก โดยนำมาจักและสานจึงเรียกว่า เครื่องจักสาน กลวิธีในการทำเครื่องจักสาน ได้แก่การถัก ผูก มัด ร้อย โดยใช้ตอกหวาย เพื่อให้เครื่องจักสานคงทน และคงรูปอยู่ได้ตามความต้องการ
  3. เครื่องรัก หมายถึง หัตถกรรมที่ใช้รักเป็นวัสดุสำคัญในการสร้างผลงาน เช่น ปิดทอง รดน้ำภาพกำมะลอ ประดับมุก ประดับกระจกสี ปั้นกระแหนะ และเขินรัก หรือยางรัก มีคุณลักษณะเป็นยางเหนียวสามารถเกาะจับพื้นของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ประสงค์จะทาหรือถมทับหรือเคลือบผิวได้ดี ทำให้เป็นผิวมันภายหลังรักแห้งสนิท มีคุณภาพคงทนต่อความร้อน ความชื้น กรดหรือด่างอ่อน ๆ จะยังเป็นวัสดุที่ใช้เชื่อมมุกหรือสีเข้าด้วยกัน
  4. เครื่องปั้นดินเผา หมายถึงหัตถกรรมที่ใช้ดินเหนียวเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตมีทั้งชนิดเคลือบและไม่เคลือบ โดยที่เนื้อดินเหนียวต้องมีส่วนผสมของทรายแม่น้ำที่เป็นทรายเนื้อละเอียด และช่วยให้เนื้อดินแห้งสนิทไม่แตกร้าวดินเหนียวที่ใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาจากที่ต่าง ๆ ให้สีแตกต่างกัน
  5. เครื่องโลหะ หมายถึง สิ่งที่มีวัสดุหลักเป็นเหล็ก ทองเหลือง หรือทองแดง เครื่องโลหะที่ทำจากเหล็กนิยมทำโดยการเผาไฟให้อ่อนตัวและตีเหล็กเป็นรูปทรงต่าง ๆ เครื่องโลหะที่ทำจากทองเหลือง นิยมนำทองเหลืองมาเผาจนหลอมเหลวแล้ว จึงนำไปเทในแบบตามลักษณะที่ต้องการเสร็จแล้วนำมาตกแต่ง ส่วนเครื่องโลหะที่ทำจากทองแดง มีการนำทองแดงมาใช้เป็นโลหะเจือหลัก สำหรับผลิตตัวเครื่องเรือนของเครื่องประดับโลหะเงินเจือ
  6. เครื่องไม้ หมายถึง งานฝีมือช่างที่ทำจากไม้ซุง หรือไม้แปรรูปเป็นท่อนเป็นแผ่นเพื่อใช้ในงานช่างก่อสร้าง ประเภทเครื่องสับเครื่องเรือน เครื่องบูชา เครื่องตั้งเครื่องประดับ เครื่องมือ เครื่องใช้เครื่องศาสตรา เครื่องดนตรีเครื่องเล่น และยานพาหนะโดยอาศัยเทคนิควิธีการแกะ สลัก สับ ขุด เจาะ กลึง ถาก ขูด และขัด
  7. เครื่องหนัง หมายถึงงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ทำมาจากหนังสัตว์ โดยผ่านกระบวนการหมักและฟอกหนัง เพื่อไม่ให้เน่าเปื่อยและให้เกิดความนิ่มนวลสามารถบีบงอได้ตามที่ต้องการเครื่องหนังนิยมนำไปใช้ในงานด้านศิลปะการแสดง รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีหนังเป็นส่วนประกอบ
  8. เครื่องประดับ หมายถึง งานช่างฝีมือที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อการตกแต่งให้เกิดความงดงาม เริ่มต้นจากการใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นนำมาผลิต และพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้อัญมณีและโลหะมีค่าต่าง ๆ
  9. งานศิลปกรรมพื้นบ้าน หมายถึง งานที่มีการแสดงอารมณ์สะท้อนออกทางฝีมือการช่าง          ให้เห็นเป็นประจักษ์เป็นรูปธรรมเพื่อตอบสนองต่อการยังชีพและความต้องการด้านคุณค่าความงาม เช่น          งานเขียน งานปั้น งานแกะสลัก งานหล่อ เป็นต้น
  10. ผลิตภัณฑ์อย่างอื่น หมายถึง งานช่างฝีมือดั้งเดิมที่ไม่สามารถจัดอยู่ใน ๙ ประเภทแรกได้ ซึ่งอาจเป็นงานช่างฝีมือที่ประดิษฐ์หรือผลิตขึ้นจากวัสดุในท้องถิ่นหรือจากวัสดุเหลือใช้ เป็นต้น

4. วรรณกรรมพื้นบ้าน

หมายถึง วรรณกรรมที่ถ่ายทอดอยู่ในวิถีชีวิตชาวบ้านโดยครอบคลุมวรรณกรรมที่ถ่ายทอดโดยวิธีการบอกเล่าและที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

4.1 นิทานพื้นบ้าน หมายถึง เรื่องเล่าที่สืบทอดต่อๆกันมา ประกอบด้วยนิทานเทวปกรณ์ ตำนาน นิทานศาสนา นิทานคติ นิทานมหัศจรรย์ นิทานชีวิต นิทานประจำถิ่นนิทานอธิบายเหตุ นิทาน
เรื่องสัตว์นิทานเรื่องผี มุขตลกและเรื่องโม้ นิทานเข้าแบบของไทย

4.๒ ประวัติศาสตร์บอกเล่า หมายถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติการตั้งถิ่นฐานการอพยพ           ความเป็นมา และบุคคลสำคัญของชุมชน

4.3 บทสวดหรือบทกล่าวในพิธีกรรมหมายถึง คำสวดที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น
บททำขวัญคำบูชา คำสมา คำเวนทาน บทสวดสรภัญญ์ คาถาบทอานิสงส์บทประกอบการรักษาโรคพื้นบ้าน
คำให้พร คำอธิษฐาน ฯลฯ

4.4 บทร้องพื้นบ้าน หมายถึง คำร้องที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาในโอกาสต่างๆ เช่น บทกล่อมเด็ก บทร้องเล่นบทเกี้ยวพาราสี บทจ๊อย คำเซิ้ง

4.๕ สำนวนและภาษา หมายถึง คำพูดหรือคำกล่าวที่สืบทอดกันมามักมีสัมผัสคล้องจองกัน เช่น โวหารคำคม คำพังเพย คำอุปมาอุปไมยคำขวัญ คติพจน์ คำสบถสาบานคำสาปแช่ง คำชม คำคะนอง ฯลฯ

4.6 ปริศนาคำทาย หมายถึง คำหรือข้อความที่ตั้งเป็นคำถาม คำตอบที่สืบทอดกันมา เพื่อให้ผู้ตอบได้ทายหรือตอบปัญหา เช่น คำทาย ปัญหาเชาวน์ ผะหมี

4.๗ ตำรา หมายถึง องค์ความรู้ที่มีการเขียนบันทึกในเอกสารโบราณเช่น ตำราโหราศาสตร์ ตำราดูลักษณะคนและสัตว์ ตำรายา ฯลฯ

5. กีฬาภูมิปัญญาไทยการเล่น การกีฬา และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่มีการปฏิบัติกันอยู่ในประเทศไทยและมีเอกลักษณ์สะท้อนวิถีไทย

5.1 การเล่นพื้นบ้าน หมายถึงการเล่นของคนไทยในแต่ละวัยที่มีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ กันออกไป โดยมีผลลัพธ์สุดท้าย คือ ความรัก ความสามัคคี และความสนุกสนานเพลิดเพลิน

5.2 กีฬาพื้นบ้าน หมายถึง การเล่นและการแข่งขันของคนไทยในแต่ละวัย โดยมีอุปกรณ์และกฎกติกาที่เป็นลักษณะเฉพาะถิ่น

5.3 ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวหมายถึง วิธีการหรือรูปแบบการต่อสู้ที่ใช้ร่างกายหรืออุปกรณ์โดยได้รับการฝึกฝนตามวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดกันมา

6. แนวปฏิบัติทางสังคมพิธีกรรมและงานเทศกาลการประพฤติปฏิบัติในแนวทางเดียวกันของคนในชุมชนที่สืบทอดต่อกันมาบนหนทางของมงคลวิธีนำไปสู่สังคมแห่งสันติสุขแสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของชุมชนและชาติพันธุ์นั้น ๆ

6.1 มารยาท หมายถึง การประพฤติปฏิบัติที่ดีงามต่อผู้อื่น

6.2 ขนบธรรมเนียมประเพณีหมายถึง การประพฤติปฏิบัติและการกระทำกิจกรรมที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาในวิถีชีวิตและสังคมของชุมชนนั้น ๆ

6.3 งานเทศกาล หมายถึง กิจกรรมที่กระทำตามกำหนดเวลาในรอบปี

7. ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล องค์ความรู้ วิธีการ ทักษะความเชื่อ แนวปฏิบัติ และการแสดงออกที่พัฒนาจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ

7.1 อาหารและโภชนาการ

7.2 การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน

7.3 โหราศาสตร์และดาราศาสตร์

7.4 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

7.5 ชัยภูมิและการตั้งถิ่นฐาน

มิติวัฒนธรรมในการพัฒนา

ในการประชุมสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติ ครั้งที่ 41 ในวันที่ 8 ธันวาคม 2529
ที่ประชุมได้มีมติให้ประกาศว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2531 ถึง พ.ศ. 2540 เป็นทศวรรษโลกเพื่อการพัฒนา
ทางวัฒนธรรม (World Decade for Cultural Development 1989 – 1997) ทศวรรษนี้อยู่ภายใต้
การอุปถัมภ์ขององค์การสหประชาชาติและองค์การยูเนสโก ทศวรรษโลกเพื่อการพัฒนาทางวัฒนธรรม
ได้กำหนดวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการ ดังนี้

(1) ยอมรับมิติวัฒนธรรมในการพัฒนา (Acknowledgement of cultural dimension in development)

(2) ยืนยันและส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Affirmation and enrichment of cultural identities)

(3) ขยายขอบเขตการมีส่วนร่วมในชีวิตทางด้านวัฒนธรรม (Broadening participation in culture)

(4) ส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (Promotion of international cultural cooperate

การพัฒนาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีองค์ประกอบดังนี้

1. ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ทรัพยากร  เช่น  ปริมาณแหล่งน้ำและความเพียงพอของน้ำใช้ในปัจจุบัน การใช้พลังงานทดแทนอย่างอื่นทั้งจากธรรมชาติ และจากการประดิษฐ์  ได้แก่ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานแก๊สชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ และมีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

2. เศรษฐกิจที่มั่นคงของชุมชน คือ มีการพัฒนาที่ทำให้ชุมชนมีเศรษฐกิจดีอย่างต่อเนื่อง
3. คุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรในชุมชน เช่น มีการอยู่ดีกินดี อยู่ในที่ที่มีอากาศดีปราศจากมลภาวะ มีการจัดสรรการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างถูกต้องตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ มีบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง  มีการให้การศึกษาอย่างต่อเนื่อง  เป็นต้น

แนวทางปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน มีดังนี้

  1. รักษาและกระตุ้นให้เกิดความหลากหลาย การพัฒนาที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนมีหลายแนวทางทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มนุษย์จึงควรรักษาและกระตุ้นให้เกิดความหลากหลาย โดยไม่ผูกขาดเฉพาะรูปแบบที่ถูกต้องที่สุด หรือสมบูรณ์ที่สุดของวัฒนธรรม จริยธรรม ศาสนา และสังคม เพียงแนวทางใดทางหนึ่งเท่านั้น
  2. ดำเนินการพัฒนาหรือสร้างระบบเศรษฐกิจที่รวมเอาสิ่งแวดล้อม และเวลาในอนาคต
    เข้าไว้ในกระบวนการตัดสินใจ
  3. ต้องแสวงหาแนวทางที่เห็นร่วมกันบนพื้นฐานของสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และศีลธรรม ที่มีความหลากหลาย

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *