อบจ.ลำพูน จับมือท้องถิ่น-นักวิชาการ เซ็น MOU วางแผนแม่บทจัดการน้ำปิงห่าง 5 ตำบล แก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบมีส่วนร่วมและยั่งยืน

องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ผนึกกำลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเครือข่ายนักวิชาการ เปิดเวทีระดมสมองแก้ปัญหาน้ำท่วมเขตลำน้ำปิงห่าง พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) บูรณาการแผนจัดการน้ำระดับจังหวัด มุ่งเป้า 5 ตำบลจุดเสี่ยง

🤝 ผนึกกำลังกู้วิกฤตน้ำ “ปิงห่าง” อย่างเป็นระบบ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ โรงแรมแกรนด์ปา แอนด์ รีสอร์ท ลำพูน นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การจัดการน้ำท่วมแบบมีส่วนร่วมในเขตลำน้ำปิงห่าง จังหวัดลำพูน” โดยมี นายภัตติพงศ์ ขัดลิ ประธานสภา อบจ.ลำพูน พร้อมคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภา อบจ. เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะนักวิชาการ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุศรา ลิ้มนิรันดร์กุล เพื่อชี้แจงแนวทางการจัดทำแผนหลัก (Master Plan) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการที่ตอบโจทย์สภาพพื้นที่จริง

✍️ ลงนาม MOU บูรณาการ 5 ตำบลต้นแบบ

ไฮไลต์สำคัญคือพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกัน โดยเน้นการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 5 ตำบลยุทธศาสตร์ ได้แก่:

  • ตำบลเหมืองง่า, หนองช้างคืน, ริมปิง, อุโมงค์ และประตูป่า

การลงนามในครั้งนี้จะช่วยทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณและเขตพื้นที่รับผิดชอบ ทำให้การบริหารจัดการน้ำไหลลื่นและไร้รอยต่อมากขึ้น

💡 ระดมสมองเจาะลึก “จุดเสี่ยง-จุดคอขวด”

ภายในเวทีมีการทำ Workshop ร่วมกับผู้นำชุมชนและท้องถิ่น เพื่อระบุปัญหาเชิงลึก อาทิ:

  • การระบุพิกัด: จุดคอขวดของทางน้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำที่น้ำท่วมซ้ำซาก
  • แนวทางแก้ไข: การขุดลอกลำน้ำตามลำดับความสำคัญ การกำจัดวัชพืช และการปรับปรุงทางระบายน้ำ
  • แผนระยะยาว: การเพิ่มพื้นที่แก้มลิงสำหรับหน่วงน้ำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศริมน้ำ

🚀 จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่ “แผนแม่บทที่ยั่งยืน”

นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน กล่าวเน้นย้ำว่า:

“การจัดการน้ำในอดีตมักเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ครั้งนี้เราก้าวไปอีกขั้นด้วยการใช้ข้อมูลทางวิชาการและการมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ 5 ตำบล เพื่อวางรากฐานการระบายน้ำที่มั่นคง ขจัดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวลำพูนอย่างยั่งยืน”